จากสื่อต่างประเทศ ได้รายงานว่า สก็อตต์ อีสต์วูด (Scott Eastwood) นักแสดงและนายแบบชาวอเมริกัน บุตรชายของนักแสดงระดับตำนาน คลินต์ อีสต์วูด ได้เปิดใจผ่านรายการพอดแคสต์ Armchair Expert with Dax Shepard ถึงย้อนเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเกี่ยวกับการสูญเสีย จูเวล แบรงแมน แฟนสาวที่คบหากันมานาน 3 ปี จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2014 ขณะที่เขาอายุ 28 ปี โดยได้รับข่าวร้ายระหว่างกำลังปฏิบัติงานในกองถ่ายภาพยนตร์
นักแสดงหนุ่มระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบถุงลมนิรภัยที่มีปัญหาเรื่องการเรียกคืน แม้จะเป็นเหตุชนเพียงเล็กน้อยซึ่งโดยปกติผู้โดยสารน่าจะปลอดภัย แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนทำให้แฟนสาวเสียชีวิต นอกจากนี้ ก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าวเพียง 1 ปี เขาเพิ่งสูญเสียเพื่อนสนิทอย่าง พอล วอล์กเกอร์ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัย 40 ปี ระหว่างที่กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fury

สก็อตต์ เปิดเผยถึงความท้าทายในการทำงานช่วงเวลานั้นว่า การต้องทำงานในกองถ่ายขณะที่ต้องเผชิญความโศกเศร้าเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากกระบวนการถ่ายทำไม่สามารถหยุดชะงักได้ ทำให้เขาเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้จนกว่างานจะเสร็จสิ้น ซึ่งในเวลาต่อมาเขาพบว่าวิธีดังกล่าวไม่ใช่ผลดีต่อสภาพจิตใจ เนื่องจากกระบวนการเยียวยาที่สำคัญคือการได้ร่วมแสดงความเสียใจกับผู้คนในชีวิตของผู้สูญเสีย โดยเหตุการณ์นี้เคยได้รับการเปิดเผยกับ GQ Australia เมื่อปี 2016 ว่าส่งผลกระทบให้เขาเปิดใจรับความสัมพันธ์ใหม่ได้ยากขึ้น
นอกจากเรื่องราวการสูญเสียแล้ว สก็อตต์ ยังได้เล่าถึงเหตุการณ์ตึงเครียดในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Fury ซึ่งเคยเกิดการปะทะอารมณ์กับ ไชอา ลาบัฟ จากความเข้าใจผิดเรื่องการบ้วนยาเส้นลงบนรถถัง จนทำให้ แบรด พิตต์ ต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ก่อนจะบานปลายเป็นการปะทะแรงกาย

แฟนสาวของ สก็อตต์ อีสต์วูด มีสาเหตุมาจาก “ถุงลมนิรภัยทาคาตะ” (Takata Airbag) ซึ่งเป็นหนึ่งในเคสบกพร่องทางวิศวกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ บริษัทผู้ผลิตเลือกใช้สารแอมโมเนียมไนเตรตในการจุดระเบิดเพื่อสร้างก๊าซให้ถุงลมพองตัว แต่เมื่อตัวตลับกักเก็บถูกความร้อนและความชื้นสะสมเป็นเวลานาน สารเคมีนี้จะเสื่อมสภาพจนไม่อยู่ตัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แม้จะเป็นเพียงการชนเพียงเล็กน้อย ถุงลมกลับระเบิดด้วยแรงดันมหาศาลจนตลับโลหะแตกกระจาย กลายเป็นสะเก็ดคมพุ่งใส่ผู้โดยสารราวกับกระสุนปืน
ในอดีตเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยจนสร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วโลก กลายเป็นคดีเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีรถยนต์มากกว่า 100 ล้านคันจากหลายสิบบริษัทชั้นนำทั่วโลกถูกเรียกกลับมาเปลี่ยนชิ้นส่วน มีผู้เสียชีวิตจากสะเก็ดถุงลมระเบิดโดยตรงมากกว่า 30 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอีกหลายร้อยคน จนนำไปสู่การฟ้องร้องและการล้มละลายของบริษัทผู้ผลิตในเวลาต่อมา
