วันที่ 18 ก.ย. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า 4 เชื้อที่ทำให้เกิดมะเร็งได้! หลายคนติดตั้งแต่หนุ่มสาวแต่ไม่เคยรู้ตัว! เวลาพูดถึงมะเร็ง หลายคนจะนึกถึงพันธุกรรม บุหรี่ อาหาร หรืออายุที่มากขึ้นก่อนครับ แต่มีมะเร็งบางกลุ่มที่จุดเริ่มต้นอีกอย่างหนึ่งคือ “การติดเชื้อเรื้อรัง” และเรื่องที่ทำให้คนมักพลาดคือ เชื้อพวกนี้หลายตัวไม่ได้ทำให้เราป่วยหนักทันที ติดตั้งแต่วัยเรียน ติดตอนเริ่มมีครอบครัว อยู่ในร่างกายมาเป็นสิบปี เจ้าตัวยังกินข้าว ทำงาน ใช้ชีวิตได้ปกติ จนแทบไม่รู้เลยว่าเคยติดเชื้อ ผมขอวางหลักไว้ก่อนนะครับ ติดเชื้อ ไม่ได้แปลว่าจะเป็นมะเร็ง คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นมะเร็ง แต่ถ้าเชื้ออยู่เรื้อรัง ทำให้เซลล์อักเสบหรือเปลี่ยนแปลงซ้ำ ๆ นานหลายปี ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นได้ ที่สำคัญคือ หลายตัวเรามีวิธี ป้องกัน ตรวจหา หรือรักษาได้ก่อนจะไปถึงมะเร็ง ครับ
1️. HPV – ติดได้ตั้งแต่อายุน้อย และหลายคนไม่เคยรู้เลยว่าเคยติด HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นเชื้อที่พบบ่อยมากครับ โดยเฉพาะหลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ สิ่งที่ทำให้มันเงียบคือ คนส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ ไม่มีแผล ไม่มีไข้ ไม่มีตกขาวผิดปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองติดเชื้อ หลายครั้งร่างกายกำจัดเชื้อไปเองได้ แต่ถ้าเป็น HPV ชนิดเสี่ยงสูงและเชื้ออยู่เรื้อรังนานหลายปี เซลล์บริเวณที่ติดเชื้ออาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้ ที่รู้จักกันมากที่สุดคือ มะเร็งปากมดลูก แต่ HPV ยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องคลอด ปากช่องคลอด ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย และมะเร็งบริเวณคอหอยบางชนิดด้วยครับ นี่จึงเป็นหนึ่งในเชื้อที่ผมอยากให้ “ป้องกันก่อนเจอปัญหา” วัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากสายพันธุ์สำคัญได้ และผู้หญิงที่ถึงช่วงวัยตามเกณฑ์ก็ควรตรวจคัดกรองปากมดลูกตามคำแนะนำ เพราะมะเร็งกลุ่มนี้มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ เรามีโอกาสเจอความผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็งจริงได้ครับ
2️. ไวรัสตับอักเสบ B และ C – อยู่เงียบในตับได้เป็นสิบปี ก่อนปัญหาจะดังขึ้น อันนี้อยากให้คนไทยสนใจมากครับ คนที่ติดไวรัสตับอักเสบ B หรือ C หลายคนไม่มีอาการในช่วงแรก ไม่ตัวเหลือง ไม่ปวดตับ ไม่เหนื่อยผิดปกติ ค่าตับบางช่วงก็ไม่ได้สูงมาก จึงมีคนจำนวนไม่น้อยรู้ตัวตอนตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดก่อนผ่าตัด หรือพบปัญหาตับในภายหลังแล้ว ถ้าเชื้อทำให้ตับอักเสบเรื้อรังนานหลายปี เซลล์ตับต้องเสียหายและซ่อมแซมตัวเองซ้ำ ๆ จากตับอักเสบ → พังผืด → ตับแข็ง → ความเสี่ยงมะเร็งตับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ B บางคนสามารถเกิดมะเร็งตับได้แม้ยังไม่ได้เป็นตับแข็งครับ ข่าวดีคือ B มีวัคซีนป้องกัน ส่วนไวรัสตับอักเสบ C ปัจจุบันมียาที่สามารถกำจัดเชื้อได้ในคนส่วนใหญ่เมื่อได้รับการรักษาเหมาะสม ถ้าไม่เคยรู้สถานะตัวเองเลย โดยเฉพาะมีประวัติเสี่ยง เคยได้รับเลือดหรือหัตถการในอดีต ใช้เข็มร่วมกัน หรือมีคนในครอบครัวติดไวรัสตับอักเสบ ก็ควรคุยเรื่องการตรวจครับ อย่ารอให้ค่าตับพุ่งก่อน เพราะบางครั้งไวรัสอยู่มานานกว่าที่ผลเลือดจะส่งเสียงดังเสียอีก
3️. H. pylori – เชื้อในกระเพาะที่หลายคนอยู่ด้วยกันมานานโดยไม่รู้ตัว ใครที่เคยมีอาการแน่นท้อง แสบท้อง จุกลิ้นปี่ หรือเป็น “โรคกระเพาะ” บ่อย ๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อเชื้อนี้ครับ H. pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะได้นานมาก บางคนติดตั้งแต่วัยเด็กด้วยซ้ำ แล้วอยู่กับมันไปหลายสิบปีโดยแทบไม่มีอาการ ปัญหาคือถ้าเชื้ออยู่เรื้อรัง มันสามารถทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบเรื้อรัง เกิดแผล และในคนบางส่วนเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งกระเพาะอาหาร รวมถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งของกระเพาะได้ ตรงนี้สำคัญครับ H. pylori ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะ แต่การกำจัดเชื้อในคนที่มีข้อบ่งชี้ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้ การตรวจมีทั้งตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ หรือเก็บชิ้นเนื้อระหว่างส่องกล้องตามความเหมาะสม และถ้ารักษาแล้ว อย่าจบแค่กินยาครบครับ ควรมีการตรวจยืนยันด้วยว่าเชื้อถูกกำจัดจริงหรือไม่ ตามช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำ เพราะถ้ายังอยู่ มันก็ยังอักเสบต่อได้
4️. EBV – เชื้อที่คนส่วนใหญ่อาจเคยติด แต่มีมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับมัน EBV หรือ Epstein-Barr virus เป็นไวรัสที่พบได้แพร่หลายมากครับ หลายคนติดตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น และหลังติดแล้ว เชื้อสามารถอยู่แฝงในร่างกายไปอีกนาน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไรต่อครับ ตรงนี้ต้องพูดให้ชัด เพราะถ้าบอกแค่ว่า “EBV ทำให้มะเร็ง” คนจะตกใจเกินจริง ในคนส่วนน้อย ภายใต้ปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น พันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน และสิ่งแวดล้อม EBV มีความสัมพันธ์กับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งหลังโพรงจมูกเป็นตัวอย่างที่คนไทยและชาวเอเชียควรรู้จักครับ เพราะช่วงแรกอาการอาจไม่ชัด เช่น มีก้อนต่อมน้ำเหลืองที่คอข้างเดียว หูอื้อข้างเดียว เลือดกำเดาออกซ้ำ ๆ หรือคัดจมูกข้างเดียวเรื้อรัง แต่เราไม่ได้มีการตรวจ EBV แล้วบอกว่าใครจะเป็นมะเร็งได้ตรง ๆ ในคนทั่วไปนะครับ สิ่งสำคัญคือรู้จักอาการผิดปกติและตรวจเมื่อมีเหตุสงสัย ทำไมเชื้อพวกนี้ถึงใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง? เพราะมะเร็งไม่ได้เกิดจากเชื้อเข้าไปแล้ว “เปลี่ยนเซลล์เป็นมะเร็งทันที” ครับ ส่วนใหญ่มันเป็นกระบวนการสะสม เชื้ออยู่เรื้อรัง
→ เกิดการอักเสบหรือรบกวนการควบคุมเซลล์
→ เซลล์เสียหาย
→ ซ่อมแซมใหม่
→ เกิดความผิดปกติสะสม
→ บางส่วนค่อยพัฒนาไปเป็นมะเร็ง
กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายปีได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ดูแข็งแรงมาตลอด ถึงอาจมาพบปัญหาในวัย 40–60 ปีจากเชื้อที่ติดมาตั้งแต่อายุน้อยกว่านั้นมาก และนี่ก็เป็นข่าวดีเหมือนกันครับ เพราะระยะเวลาที่ยาว หมายความว่า เรามีหน้าต่างให้ป้องกันและตรวจเจอก่อน
ถ้าไม่อยากปล่อยเชื้อจนกลายเป็นปัญหาระยะยาว ทำอะไรได้บ้าง?
- ฉีดวัคซีน HPV ตามช่วงอายุและข้อแนะนำที่เหมาะสม
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามเกณฑ์ แม้ไม่มีอาการ
- ตรวจสถานะไวรัสตับอักเสบ B และ C ในคนที่ควรตรวจ และรักษาหากพบเชื้อ
- คนที่ไม่มีภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ B และมีข้อบ่งชี้ ควรรับวัคซีน
- ถ้ามีข้อบ่งชี้ตรวจ H. pylori และพบเชื้อ ให้รักษาให้ครบ พร้อมยืนยันการกำจัดเชื้อ
- ถ้ามีก้อนคอ หูอื้อข้างเดียว เลือดกำเดาซ้ำ หรืออาการทางจมูกผิดปกติเรื้อรัง อย่าปล่อยนาน เรื่องพวกนี้ดูไม่หวือหวาครับ
แต่การป้องกันมะเร็งที่คุ้มที่สุดหลายครั้งไม่ใช่การหาวิตามินมากิน มันคือ จัดการต้นเหตุที่เราจัดการได้ตั้งแต่ยังไม่มีมะเร็ง
HPV ไวรัสตับอักเสบ B และ C H. pylori และ EBV เป็นตัวอย่างของเชื้อที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิดได้ แต่คำสำคัญคือ “เกี่ยวข้อง” ไม่ใช่ “ติดแล้วต้องเป็น” หลายคนมีเชื้ออยู่และไม่เคยเกิดมะเร็งตลอดชีวิต สิ่งที่เราได้เปรียบคือ เชื้อบางตัวมีวัคซีน บางตัวตรวจได้ บางตัวรักษาได้ และบางโรคมีการคัดกรองก่อนเกิดมะเร็งจริง ผมถึงอยากให้เปลี่ยนคำถามจาก “ถ้าติดเชื้อแล้วจะเป็นมะเร็งไหม?” เป็น “ถ้าติดแล้ว เรามีอะไรที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้บ้าง?” เพราะมะเร็งบางชนิดอาจเริ่มต้นจากการติดเชื้อเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การรู้ทันวันนี้ ยังเปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้าได้ครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ