วันที่ 29 ส.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า หลายคนตรวจเลือดแล้วเห็นคำว่า ซีด หรือ เลือดจาง สิ่งแรกที่นึกถึงคือ ต้องกินธาตุเหล็กไหม? ต้องกินตับเพิ่มหรือเปล่า? กินเลือดหมูทุกวันจะช่วยไหม? ผมเข้าใจนะครับ เพราะ การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุของโลหิตจางที่พบบ่อยจริง แต่คำว่า เลือดจาง ไม่ได้เท่ากับ ขาดธาตุเหล็ก ทุกคนครับ บางคนกินธาตุเหล็กเป็นเดือน Hb ก็แทบไม่ขึ้น บางคนกินจนท้องผูก คลื่นไส้ อุจจาระดำ สุดท้ายกลับพบว่าต้นเหตุจริงเป็นธาลัสซีเมีย ไตทำงานลดลง ขาดวิตามินบางชนิด หรือมีการอักเสบเรื้อรัง เพราะฉะนั้นก่อนจะบำรุงแบบยิงปืนลูกเดียว ผมอยากให้รู้จัก 5 สาเหตุนี้ก่อนครับ
1️. ธาลัสซีเมีย เม็ดเลือดแดงเล็กได้ แต่ไม่ได้แปลว่าขาดธาตุเหล็ก
ข้อนี้เจอบ่อยมากในคนไทยครับ บางคนตรวจ CBC หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแล้วเห็นว่า Hb ต่ำ MCV ต่ำ เม็ดเลือดแดงตัวเล็ก ก็รีบสรุปว่า ขาดธาตุเหล็กแน่ แต่ MCV ต่ำไม่ได้มีสาเหตุเดียว ธาลัสซีเมียคือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ ฮีโมโกลบินก็คือโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่พาออกซิเจนไปทั่วร่างกายครับ คนที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียบางคนแข็งแรงดีมาก ไม่ได้หน้ามืด ไม่ได้เหนื่อย ไม่ได้ต้องรักษาอะไรเป็นพิเศษ แต่ผลเลือดอาจเห็นเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติไปทั้งชีวิต
ตรงนี้ถ้าเหล็กในร่างกายไม่ได้ต่ำ แล้วเติมธาตุเหล็กเพิ่มอย่างเดียว Hb ก็อาจไม่ได้ดีขึ้นครับ บางคนจึงกินธาตุเหล็กมาเป็นปี แล้วงงว่า ทำไมค่า MCV ยังต่ำเหมือนเดิม? เพราะเราไม่ได้กำลังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ สิ่งที่ช่วยแยกได้คือดู Ferritin ซึ่งเป็นค่าที่ช่วยประเมินเหล็กสะสมในร่างกาย ร่วมกับผล CBC และถ้าสงสัยธาลัสซีเมีย อาจตรวจชนิดฮีโมโกลบินเพิ่มเติม ดังนั้นถ้าคุณมี MCV ต่ำมานาน โดยเฉพาะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นธาลัสซีเมีย อย่าเพิ่งซื้อธาตุเหล็กกินเองต่อเนื่องครับ ต้องรู้ก่อนว่า เหล็กขาดจริงไหม
2️. ไตทำงานลดลง มีธาตุเหล็ก แต่โรงงานผลิตเม็ดเลือดได้รับคำสั่งไม่พอ
ไตไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองปัสสาวะครับ ไตยังสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ Erythropoietin หรือ EPO ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง ลองนึกภาพว่าไขกระดูกคือโรงงานผลิตเม็ดเลือด ธาตุเหล็กคือวัตถุดิบ แต่ EPO คือ ใบสั่งผลิต ถ้าไตเสื่อมมากขึ้น สัญญาณ EPO อาจลดลง ต่อให้ในโกดังยังมีเหล็กอยู่ โรงงานก็ได้รับคำสั่งผลิตน้อยลงครับ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนเป็นโรคไตเรื้อรังสามารถมีภาวะโลหิตจางได้ อาการอาจเป็น เหนื่อยง่าย หน้าซีด ใจสั่นเวลาออกแรง หมดแรงง่าย สมาธิลดลง และบางครั้งคนก็ไปซื้อธาตุเหล็กกินเอง แต่ถ้าต้นเหตุหลักมาจากโรคไต
การเติมเหล็กอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องประเมินทั้ง Hb Ferritin ค่าที่ดูการขนส่งธาตุเหล็กในเลือด Creatinine และ eGFR ซึ่งเป็นค่าประมาณความสามารถในการกรองของไต คนที่ไตเสื่อมบางรายอาจขาดธาตุเหล็กร่วมด้วยก็ได้ครับ จึงไม่ได้แปลว่าคนเป็นโรคไตห้ามกินเหล็ก ประเด็นคือ ต้องรู้ก่อนว่าโลหิตจางเกิดจากอะไรบ้าง เพราะบางคนต้องแก้หลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่กินของบำรุงเลือดอย่างเดียว
3️. ขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลต เลือดจางเหมือนกัน แต่ วัตถุดิบคนละตัว
ร่างกายไม่ได้ใช้ธาตุเหล็กอย่างเดียวในการสร้างเม็ดเลือดครับ วิตามิน B12 และโฟเลตก็สำคัญมากในการสร้าง DNA ของเซลล์ใหม่ ถ้าขาด เม็ดเลือดแดงมักมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ตรงข้ามกับภาวะขาดธาตุเหล็กที่มักทำให้เม็ดเลือดแดงเล็กลง ตรงนี้เราดูเบาะแสจากค่า MCV ซึ่งเป็นค่าที่บอกขนาดเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดง ได้ MCV ต่ำ → คิดถึงขาดเหล็กหรือธาลัสซีเมียมากขึ้น MCV สูง → ต้องคิดถึง B12 หรือโฟเลต รวมถึงสาเหตุอื่นด้วยครับ คนที่เสี่ยงขาด B12
เช่น กินอาหารจากสัตว์น้อยมาก มีปัญหาการดูดซึม เคยผ่าตัดกระเพาะหรือลำไส้บางส่วน ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน หรืออายุมากขึ้นแล้วดูดซึม B12 ได้ลดลง สิ่งที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือ B12 ไม่ได้กระทบแค่เม็ดเลือด บางคนมี ชาปลายมือปลายเท้า เดินเซ ความจำเปลี่ยน ลิ้นเจ็บ อ่อนเพลีย ร่วมด้วย ถ้าไปกินเหล็กอย่างเดียว ค่าเลือดอาจยังไม่ดีขึ้น เพราะของที่ขาดจริง ๆ เป็นคนละตัวครับ
4️. มีโรคอักเสบหรือโรคเรื้อรัง มีเหล็กอยู่ แต่ร่างกาย ล็อกเก็บ เอาไว้ใช้ยากขึ้น
ข้อนี้น่าสนใจมากครับ บางคนตรวจแล้วพบว่า Ferritin ไม่ได้ต่ำมาก แต่ Hb ก็ต่ำ แล้วสงสัยว่า ถ้ามีเหล็ก ทำไมยังซีด? ในภาวะอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะเพิ่มสารที่ชื่อ Hepcidin ซึ่งเป็นตัวควบคุมการดูดซึมและการปล่อยธาตุเหล็กออกจากแหล่งสะสม พอ Hepcidin สูงขึ้น ร่างกายจะ ดูดซึมเหล็กจากลำไส้ลดลง และล็อกเหล็กไว้ในแหล่งสะสมมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ เหล็กมีอยู่ แต่หยิบออกมาใช้ไม่สะดวก ภาวะแบบนี้พบร่วมกับโรคอักเสบเรื้อรัง
การติดเชื้อเรื้อรัง โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือมะเร็งบางประเภทได้ครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Ferritin ต้องอ่านอย่างระวัง เพราะ Ferritin ไม่ได้เป็นแค่ตัวบอกเหล็กสะสม แต่ยังสามารถสูงขึ้นได้เมื่อร่างกายมีการอักเสบ บางคนจึงเห็น Ferritin ดูดี แล้วคิดว่าเรื่องเหล็กไม่มีปัญหาเลยก็ไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเห็น Hb ต่ำแล้วเติมเหล็กทันทีโดยไม่ดูภาพรวม ตรงนี้อาจต้องดูทั้ง Ferritin ค่าการขนส่งเหล็ก การอักเสบ และโรคพื้นฐานร่วมกันครับ
5️. ยังเสียเลือดอยู่เรื่อย ๆ เติมเหล็กเข้า แต่เลือดก็ยังไหลออกอีกทาง
ข้อนี้ต่างจาก 4 ข้อแรกนิดหนึ่งครับ เพราะคนกลุ่มนี้อาจขาดธาตุเหล็กจริง แต่ถ้าเราเติมเหล็กอย่างเดียวแล้วไม่หยุดสาเหตุของการเสียเลือด ค่าเลือดก็อาจดีขึ้นช้าหรือกลับมาต่ำซ้ำ ๆ ภาพที่เจอได้ เช่น ผู้หญิงที่ประจำเดือนมามากผิดปกติ มีเลือดออกทางเดินอาหาร แผลในกระเพาะ ริดสีดวงที่มีเลือดออกบ่อย ติ่งเนื้อหรือลำไส้มีความผิดปกติบางอย่าง หรือกินยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก สมมติเราเติมธาตุเหล็กวันหนึ่งเข้าไป แต่ทุกเดือนเสียเลือดออกมากเหมือนเดิม
มันเหมือนเติมน้ำเข้าถังที่ยังมีรูรั่วครับ น้ำเข้าอยู่ แต่น้ำออกด้วย สุดท้ายถังเต็มยาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ขาดเหล็ก โดยเฉพาะผู้ชายหรือผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ผมไม่อยากให้จบที่คำว่า “กินเหล็กแล้วพอ” ต้องถามต่อว่า แล้วเหล็กหายไปไหน? โดยเฉพาะถ้ามี อุจจาระดำแบบเหนียวผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ปวดท้องผิดปกติ หรือซีดลงเรื่อย ๆ ควรหาต้นเหตุครับ
ก่อนซื้อธาตุเหล็กกินเอง ลองดูผลเลือด 4 ตัวนี้ก่อน
ถ้าผลตรวจเขียนว่า ซีด ผมไม่อยากให้ดูแค่ Hb ตัวเดียวครับ อย่างน้อยลองดู
- Hb หรือ Hemoglobin — บอกระดับโปรตีนที่ใช้พาออกซิเจนในเลือด และช่วยบอกว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่
- MCV — ดูว่าเม็ดเลือดแดงโดยเฉลี่ยเล็ก ปกติ หรือใหญ่
- Ferritin — ช่วยประเมินธาตุเหล็กที่สะสมอยู่ในร่างกาย แต่ต้องอ่านร่วมกับภาวะอักเสบ
- จำนวนเม็ดเลือดแดงและค่าอื่นใน CBC — ช่วยให้เห็นรูปแบบของภาวะโลหิตจางมากขึ้น
ถ้าจำเป็นอาจตรวจเพิ่มเติม เช่น วิตามิน B12 โฟเลต ค่าไต ค่าการขนส่งเหล็ก การตรวจธาลัสซีเมีย หรือดูว่ามีการเสียเลือดหรือไม่ เหมือนเราจะซ่อมรถครับ ต้องเปิดฝากระโปรงดูก่อนว่าพังตรงไหน ไม่ใช่เห็นไฟเตือนแล้วเทน้ำมันเครื่องเพิ่มทุกครั้ง
แล้วอาหารบำรุงเลือดยังกินได้ไหม?
กินได้ครับ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ อาหารทะเล ถั่วบางชนิด ผักใบเขียว อาหารที่มีโฟเลตและ B12 ล้วนมีประโยชน์ตามบริบท แต่ผมอยากให้แยกคำว่า กินอาหารให้ครบ กับ ใช้รักษาสาเหตุของโลหิตจาง ออกจากกัน
-ถ้าขาดเหล็กจริง อาหารและธาตุเหล็กมีบทบาท
-ถ้าขาด B12 ก็ต้องแก้ B12
-ถ้าเป็นธาลัสซีเมีย ก็ต้องประเมินตามชนิด
-ถ้าไตเสื่อม ต้องดูโรคไต
-ถ้ามีการอักเสบ ต้องแก้โรคต้นเหตุ
-ถ้าเสียเลือด ต้องหาว่าเลือดออกจากตรงไหน
-การกินเลือดหมูเพิ่มทุกวันไม่ได้แก้ทุกสาเหตุครับ
อีกเรื่องที่ผมห่วงคือ กินธาตุเหล็กไปก่อน ยังไงก็ไม่เสียหาย ผมไม่ค่อยอยากให้คิดแบบนี้ครับ ธาตุเหล็กไม่ใช่วิตามินที่ควรกินเผื่อแบบไม่รู้ว่าขาดหรือเปล่า เพราะกินแล้วสามารถเกิด คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก อุจจาระดำ และในบางกลุ่มที่มีภาวะเหล็กสะสมมากอยู่แล้ว การเติมเพิ่มก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นธาลัสซีเมียบางชนิดและได้รับเลือดบ่อย ยิ่งต้องระวังเรื่องเหล็กเกิน ดังนั้นคำถามก่อนกินไม่ควรเป็น ธาตุเหล็กยี่ห้อไหนดี? แต่ควรเป็น ผมขาดธาตุเหล็กจริงหรือเปล่า?
เลือดจางเป็น ผลลัพธ์ ครับ ไม่ใช่ชื่อสาเหตุ บางคนขาดธาตุเหล็กจริง บางคนเป็นธาลัสซีเมีย บางคนไตสร้างสัญญาณกระตุ้นเม็ดเลือดไม่พอ บางคนขาด B12 หรือโฟเลต บางคนมีโรคอักเสบเรื้อรัง และบางคนกำลังเสียเลือดอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นถ้าบำรุงเลือดมานานแล้ว Hb ยังไม่ขึ้น ผมไม่อยากให้เพิ่มของบำรุงไปเรื่อย ๆ ครับ กลับมาหาต้นเหตุดีกว่า หลายครั้งสิ่งที่ร่างกายต้องการไม่ใช่ เหล็กเพิ่ม แต่คือ คำตอบว่าเลือดจางเพราะอะไร พอหาสาเหตุเจอ เราถึงจะดูแลได้ตรงจุด และไม่ต้องเสียเวลาบำรุงผิดทางเป็นเดือนเป็นปีครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ