วันที่ 23 ก.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า หลายคนเอาผลตรวจมาให้ผมดูแล้วพูดว่า “ปีที่แล้วค่าไตยังปกติอยู่เลยครับหมอ ทำไมปีนี้ตกลงเยอะขนาดนี้?” จริง ๆ ไตไม่ได้พังในคืนเดียวครับ ส่วนใหญ่มันถูกทำร้ายทีละนิด แต่เราไม่รู้ตัว เพราะไตระยะแรกแทบไม่ส่งอาการ ที่สำคัญคืออย่าดูแค่ค่า Creatinine ครั้งเดียวแล้วสบายใจ ต้องดูแนวโน้มของค่า eGFR และตรวจปัสสาวะหาโปรตีนรั่วด้วย เพราะบางคนค่าไตในเลือดยังดูปกติ แต่ไตเริ่มมีความเสียหายแล้วครับ ลองเช็กดูครับว่า ทุกวันนี้เรากำลังทำร้ายไตด้วย 5 เรื่องนี้อยู่หรือเปล่า
1️. ปล่อยความดันกับน้ำตาลสูง เพราะยังไม่มีอาการ เบาหวานกับความดันสูงเป็นสองสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรังครับ ปัญหาคือสองโรคนี้ไม่ได้ทำให้ปวดไต หลายคนเลยปล่อยตัวเลขสูงอยู่หลายปี เพราะยังเดินได้ กินได้ และทำงานไหว แต่น้ำตาลที่สูงกำลังทำร้ายตัวกรองเล็ก ๆ ในไต ส่วนความดันสูงก็กระแทกหลอดเลือดไตซ้ำทุกวัน อย่ารอให้บวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรือค่าไตตกก่อนครับ ถ้ามีเบาหวานหรือความดัน ต้องคุมให้จริงและตรวจทั้งเลือดกับปัสสาวะตามนัด
2️. กินยาแก้ปวดบ่อย จนกลายเป็นของประจำบ้าน ปวดหัวก็กิน ปวดหลังหน้าก็กิน ปวดเข่าก็กินต่อหลายวัน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac หรือ naproxen สามารถลดเลือดที่ไปเลี้ยงไต และทำให้ไตบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะคนที่มีโรคไต เบาหวาน ความดันสูง ผู้สูงอายุ หรือกำลังขาดน้ำครับ ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ยาแก้ปวดทุกชนิดนะครับ แต่ถ้าต้องกินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ควรหาสาเหตุของอาการปวด ไม่ใช่ให้ไตรับภาระแทนทุกวัน รวมถึงยาชุด สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่รู้ส่วนผสม อย่าคิดว่าคำว่า “ธรรมชาติ” แปลว่าไตปลอดภัยเสมอครับ
3️. กินเค็มทุกมื้อ แต่คิดว่าไม่ได้เติมน้ำปลา ความเค็มไม่ได้อยู่แค่ในกระปุกน้ำปลาครับ มันซ่อนอยู่ในอาหารแปรรูปด้วย ไส้กรอก หมูยอ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง น้ำจิ้ม และอาหารเดลิเวอรี ยิ่งกินเค็มต่อเนื่อง ความดันก็ยิ่งคุมยาก พอความดันสูง ไตก็ถูกทำร้ายตามไปด้วย บางคนไม่เติมน้ำปลาเลย แต่ซดน้ำซุปหมดชามทุกวัน อันนี้ไตก็ไม่ได้รู้สึกว่าเรากินจืดนะครับ เริ่มง่าย ๆ ด้วยการชิมก่อนปรุง ลดน้ำจิ้ม ลดน้ำซุป และเลือกอาหารสดให้มากกว่าอาหารแปรรูป
4️. ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ แล้วยังฝืนทำงานต่อ วันที่อากาศร้อน ออกกำลังกายหนัก ท้องเสีย อาเจียน หรือมีไข้ ร่างกายจะเสียทั้งน้ำและเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงไต ถ้ายังดื่มน้ำน้อย แถมกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ร่วมด้วย ไตก็ยิ่งมีโอกาสบาดเจ็บเฉียบพลันครับ อย่ารอให้ปากแห้ง หน้ามืด หรือปัสสาวะน้อยมากแล้วค่อยดื่ม ให้จิบน้ำระหว่างวันและเพิ่มตามการเสียเหงื่อ โดยคนที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตและถูกจำกัดน้ำ ต้องทำตามปริมาณที่หมอกำหนดครับ ถ้าท้องเสียหรืออาเจียนหนัก กินน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง หรืออ่อนเพลียมาก ควรไปตรวจ ไม่ใช่ฝืนทำงานจนร่างกายเอาไม่อยู่
5️. มีพุง และนั่งนิ่งทั้งวัน ใครที่มีพุงและไม่ค่อยขยับตัวต้องรู้ไว้ครับ เพราะมันทั้งลากทั้งดื้ออินซูลิน เบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมครับ ความเสี่ยงโรคไตจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องดื่มน้ำน้อยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ไม่ต้องรอให้น้ำหนักลงสิบกิโลก่อนครับ ลองเริ่มจากเดินหลังอาหาร ลดเวลานั่งติดกัน และขยับให้สม่ำเสมอ ไตจะได้ไม่ต้องรับผลจากระบบเผาผลาญที่พังไปเรื่อย ๆ
แล้วจะเช็กไตให้ครบ ต้องดูอะไรบ้าง?
- ตรวจ Creatinine และดูค่า eGFR ว่าแนวโน้มลดลงหรือไม่
- ตรวจปัสสาวะหาอัลบูมินหรือโปรตีนรั่ว ไม่ใช่ตรวจเลือดอย่างเดียว
- วัดความดัน และเช็กน้ำตาลหรือ HbA1c
- ทบทวนยาแก้ปวด สมุนไพร และอาหารเสริมที่กินอยู่
- ถ้ามีเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หรือคนในบ้านเป็นโรคไต ควรตรวจตามนัดสม่ำเสมอ
ค่าไตที่ปกติปีที่แล้ว ไม่ได้เป็นใบรับประกันว่าปีนี้ไตจะยังดีครับ ถ้ายังปล่อยน้ำตาลกับความดัน กินยาแก้ปวดบ่อย กินเค็ม ขาดน้ำ สูบบุหรี่ และไม่เคยตรวจปัสสาวะ ไตก็อาจเสียหายเงียบ ๆ ได้ อย่ารอให้ขาบวม ปัสสาวะน้อย หรือค่าไตตกหนักแล้วค่อยเริ่มรักไตครับ เช็กให้ครบและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายมันตั้งแต่วันนี้ดีกว่า ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ