นพ. หลี่ซือเสียน แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เปิดเผยว่า การดื่มเครื่องดื่มอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อหลอดอาหารมากกว่าที่หลายคนคิด โดยองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้เครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิเกิน 65 องศาเซลเซียส เป็น “สารก่อมะเร็งที่อาจเป็นไปได้ระดับ 2A” งานวิจัยทางการแพทย์พบปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครื่องดื่มร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของเครื่องดื่ม แต่อยู่ที่ “อุณหภูมิ” ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อโดยตรง
นพ. หลี่ซือเสียน อธิบายว่า เยื่อบุหลอดอาหารของมนุษย์มีความบอบบาง และไม่มีชั้นเมือกหนาปกป้องเหมือนกระเพาะอาหาร เมื่อของเหลวที่มีอุณหภูมิเกิน 65 องศาเซลเซียสเข้าสู่ร่างกาย จะทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารโดยตรง กลไกการอักเสบเรื้อรังนี้คล้ายกับกระบวนการที่การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด กล่าวคือ เมื่อเซลล์ถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่ยีนจะเกิดการกลายพันธุ์ก็จะเพิ่มขึ้น และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในที่สุด
นอกจากนี้ งานวิจัยระยะยาวที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Cancer เมื่อปี 2025 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลชีวภาพของสหราชอาณาจักร (UK Biobank) ยังระบุความเสี่ยงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยพบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่ม “ร้อนจัด” แม้จะดื่มไม่เกินวันละ 4 แก้ว ก็ยังมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิดสความัสเซลล์สูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 2.5 เท่า
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ดื่มวันละ 4-6 แก้วขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณที่ดื่ม ผลวิจัยดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อวัฒนธรรมการกินของชาวไต้หวัน เนื่องจากผู้คนจำนวนมากนิยมกินหม้อไฟ ดื่มชาชงสด และซดน้ำซุปร้อน ๆ ซึ่งมักมีอุณหภูมิสูงถึง 80-90 องศาเซลเซียส มากกว่าระดับเสี่ยงที่ 65 องศาอย่างชัดเจน
นพ. หลี่ซือเสียนกล่าวว่า จากประสบการณ์ในคลินิก พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยเชื่อมโยงพฤติกรรม “กินร้อน ดื่มร้อน” กับสุขภาพหลอดอาหาร เพราะความเสียหายจากความร้อนเป็นการสะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป แตกต่างจากอาหารเผ็ดที่ทำให้เกิดอาการแสบทันที จึงมักถูกมองข้ามโดยไม่รู้ตัว
เขายังเตือนว่า มะเร็งหลอดอาหารในระยะแรกแทบไม่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากกว่าจะมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่อเริ่มกลืนลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่มักเข้าสู่ระยะกลางหรือระยะลุกลามแล้ว
แพทย์ระบุว่า การป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้วิธีซับซ้อน หรือซื้ออาหารเสริมราคาแพง วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดและไม่เสียค่าใช้จ่าย คือการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ 4 ข้อ ได้แก่
-ปล่อยให้อาหารหรือเครื่องดื่มร้อนจัดเย็นลงประมาณ 3-5 นาที ก่อนรับประทาน
-ใช้ริมฝีปากทดสอบอุณหภูมิก่อน หากยังรู้สึกร้อนจัดไม่ควรดื่มทันที
-เวลากินหม้อไฟ ควรตักอาหารใส่ถ้วยเล็กเพื่อช่วยระบายความร้อน ไม่ควรคีบจากหม้อเดือดเข้าปากทันที
-ผู้ที่นิยมใช้หลอดดูดกาแฟหรือชาร้อน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหลอดดูดจะทำให้ของเหลวร้อนผ่านริมฝีปากโดยตรง และสัมผัสเยื่อบุหลอดอาหารลึกลงไปทันที โดยที่ร่างกายอาจไม่ทันรับรู้ถึงความร้อนดังกล่าว