เรียกได้ว่า ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานและผู้ก่อตั้งมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชันแนล ได้ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงประเด็นที่เขาเรียกว่า “การให้ความเป็นธรรม” ซึ่งเขาเห็นว่าบริษัทหนึ่งได้มอบให้กับทุกคน แต่กลับละเลยการมอบความยุติธรรมให้กับบุคคลภายในครอบครัวของตนเอง
ในการแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ นายณวัฒน์ได้กล่าวตำหนิคุณแม่ของ “ทราย สก๊อต” ว่ามีการวางตัวอยู่ในฐานะที่สูงส่ง และทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์หรือปัญหาต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เด็กที่เกิดมาต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ นอกจากนี้ นายณวัฒน์ยังได้ระบุว่า บุคคลที่สร้างความผิดหวังให้กับเขามากที่สุดคือ นายปิติ ภิรมย์ภักดี หรือ “ต๊อด ปิติ” โดยกล่าวว่า นายปิติไม่ได้เป็นที่พึ่งให้กับเด็กที่กำลังประสบปัญหา ไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

นายณวัฒน์ได้ประกาศจุดยืนอย่างไม่เกรงกลัวต่อผลกระทบใดๆ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่บริโภคผลิตภัณฑ์น้ำดื่มของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไป เพื่อเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนและความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำในประเด็นนี้
โดยเผยว่า ผมไม่โพสต์เรื่องอะไรทำนองนี้มานานมากแล้วนะ ตัวผมเป็นคนเลือดร้อนนะ จริงๆ ผมจะโพสต์ตั้งนานแล้วแต่เห็นคนโพสต์กันเยอะแล้ว คนช่วยน้องเยอะแล้วมันน่าจะดีแล้ว ผมก็เฉยๆ กลัวว่าจะไปจุ้นจ้าน ไหนบอกจะยุ่งเฉพาะการเมืองกับเรื่องที่กระทบตัวเรา นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวเขาไม่ใช่เหรอ จนมาดูรายการโหนกระแส และจากข้อมูลที่ผมเก็บมาทั้งหมดด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เรามีความรู้สึกว่าอันนี้มันทรานฟอร์มจากปัญหาส่วนตัวเป็นปัญหาสังคม
โดยมีบางช่วงเผยว่า เผยผิดหวังกับ “ต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี” ลั่นไม่ผิด เพราะเป็นสิทธิ์ส่วนตัว แต่ตกใจ?
“จริงๆ แล้วผมผิดหวังกับอีกคนนึงคือคุณต๊อด เรารู้จักกันนะครับ ที่น้องพูดผมก็ถามน้องนะว่ามันจริงใช่ไหม ก็รู้สึกผิดหวัง แต่ถามว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นะ มันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่เขาจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้ เราเป็นผู้ชมและผู้ฟังพอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกผิดหวังจังเลย เพราะเราเคยเห็นเขาดูแลทุกคน เป็นสปอร์ตแมน เป็นคนที่โอบอ้อมในภาพของเรา แต่วันนี้รู้สึก... ยืนยันว่าเขาไม่ผิดนะ เขามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจทำอย่างไรก็ได้ มันเป็นสิทธิ์ส่วนตัว

เพียงแค่เรารู้สึกตกใจ อ้าว…นิดนึง ทำไมล่ะ อย่างน้อยๆ เวลาเด็กที่เขาหาหนทางไม่เจอ เขาเดินเข้ามานั่นหมายความว่ายังไงก็ต้องฟัง และเป็นที่พึ่งให้เขา ไม่ว่าระยะยาวหรือชั่วคราวก็ต้องให้พึ่ง อย่าผลักออกไปจนเด็กไม่รู้จะไปทางไหน กระเด็นกระดอนไปเรื่อยเปื่อย สิ่งที่เรารู้สึกแปลกคือเขาไม่ได้เอื้อมมือไปช่วยคนที่ถูกล่วงละเมิด กึ่งทารุณกรรมในครอบครัว ซึ่งถ้ารู้แล้วก็ควรจะหาวิธีการนำเสนอหรือหาวิธีการปกป้อง
คนหนีร้อนมาพึ่งเย็นก็ควรจะให้ความเย็นกับเขาเสียหน่อย ถึงไม่ได้เย็นเจี๊ยบ ไม่ใช่ผลักให้เขาไปหาความร้อนอีก ก็กลับไปคุยกับคุณแม่สิ มันจะร้อนยิ่งขึ้นไง เหมือนเรามาโรงพักตำรวจต้องให้ความช่วยเหลือไปบอกตำรวจว่าถูกผัวทำร้าย แล้วตำรวจกลับบอกว่าก็ไปขอโทษผัวสิ ตำรวจเขาก็ไม่ทำกัน ฉันท์ใดฉันท์นั้น ผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็คงไม่น่าทำ ที่จะมาบอกก็กลับไปคุยกับแม่ ไปขอโทษแม่ ก็ฉันมาฟ้องเธอว่าเขาทำอย่างนี้กับฉัน ฉันอยู่ไม่ไหว ก็ต้องเรียกคุย ไม่ใช่ให้เขากลับไปขอโทษ

ผมว่านี่มันเป็นเคสสตัสดี้แค่เคสเดียว ผมว่าในประเทศไทยมีเรื่องพวกนี้อีกเป็นแสนครอบครัวที่เกิดการทารุณกรรมโดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศในบ้านอย่างหนัก ผมว่าหนักแน่นอน ทั้งพี่น้องแท้ๆ พ่อแท้ๆ ญาติแท้ๆ สารพัดลูกเลี้ยง พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง มันอลหม่านหมด นี่คือเสียงสะท้อนที่ทุกคนออกมา โซเชียลจะช่วยคุณ ให้คุณได้อยู่ในเซฟตี้โซนได้”
