สุขภาพ

หลายคนชอบพูดมาก เผย 2 ประโยคที่พูดบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณสมองเสื่อมไม่รู้ตัว

|
หลายคนชอบพูดมาก เผย 2 ประโยคที่พูดบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณสมองเสื่อมไม่รู้ตัว

หลายคนอาจเข้าใจว่าสัญญาณแรกเริ่มของภาวะสมองเสื่อมต้องเริ่มต้นด้วยอาการขี้ลืม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะเฉื่อยชาและไม่อยากทำอะไร อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบุคคลที่เคยกระตือรือร้น ชอบออกไปพบปะเพื่อนฝูง ทำสวน ทำอาหาร หรือติดตามข่าวสาร กลับเริ่มหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชื่นชอบ และมักตอบกลับด้วยคำว่า 'อะไรก็ได้' หรือ 'แล้วแต่' เมื่อถูกถามถึงกิจกรรมต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้เป็นสิ่งที่ครอบครัวไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

นายแพทย์ จางเจียหมิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์พันธุกรรมจากไต้หวัน ได้อ้างอิงงานวิจัยปี 2026 จากวารสารจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุนานาชาติ (International Psychogeriatrics) ซึ่งทำการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะสมองถดถอยระยะแรก (MCI) กว่า 3.4 แสนคน พบว่าผู้ที่มีอาการเฉื่อยชาหรือไร้ความรู้สึก (Apathy) มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงถึง 2.57 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีอาการ ดังนั้น การที่ผู้สูงอายุขาดความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดจึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเพราะอายุมากแล้วขี้เกียจขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดระหว่างโรคซึมเศร้ากับภาวะเฉื่อยชา โดยนายแพทย์จางชี้แจงว่า โรคซึมเศร้ามักมาพร้อมความรู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง แต่ภาวะเฉื่อยชาคือการที่ผู้ป่วยไม่ได้รู้สึกเศร้าเป็นพิเศษ เพียงแต่ไม่มีความสนใจหรือแรงจูงใจที่จะทำสิ่งใดเลย เนื่องจากพยาธิสภาพของ โปรตีนเทา (Tau protein) ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ ได้เข้าไปทำลายระบบที่ควบคุมแรงจูงใจและการวางแผนในสมองตั้งแต่ระยะแรก ส่งผลกระทบต่อสารสื่อประสาทอย่างโดพามีนและนอร์เอพิเนฟริน ทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าต้องทำอะไรแต่กลับไม่มีแรงกระตุ้นให้ลงมือทำ

สำหรับแนวทางการสังเกตพฤติกรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงตามเส้นเวลา นั่นคือ 'สิ่งที่เคยทำได้ แต่ตอนนี้ค่อยๆ ทำไม่ได้แล้ว' หากพบว่าผู้สูงอายุเปลี่ยนจากคนที่กระตือรือร้นกลายเป็นคนเฉื่อยชา และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ความจำแย่ลง เคลื่อนไหวช้าลง ถามคำถามซ้ำๆ หรือเริ่มหลงทิศทาง คนในครอบครัวควรรีบพาเข้ารับการตรวจประเมินทางสมองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อประเมินและวางแผนดูแลรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป

แนวทางการป้องกันและดูแลสุขภาพสมอง

รักษาสุขภาพพื้นฐาน: ปรับการนอนหลับและการออกกำลังกายให้เป็นประจำ เพื่อรักษา質量ของกล้ามเนื้อ

ควบคุมโรคประจำตัว: รักษาระดับความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ปรับพฤติกรรมการกิน: หลีกเลี่ยงการพึ่งพาแป้งแปรรูปและอาหารผ่านการแปรรูปเป็นเวลานาน

มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: เข้าร่วมกิจกรรมสังคมและฝึกฝนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ABOUT THE AUTHOR

oum

ทีมข่าว Siam News