สุขภาพ

ปรับด่วน!! 7 พฤติกรรม ถ้าไม่อยากเส้นเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อย

|
ปรับด่วน!! 7 พฤติกรรม ถ้าไม่อยากเส้นเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อย

หมอเจด นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เผยให้ปรับ 7 อย่าง โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้รอให้อายุ 50 ก่อนครับ บางคนอายุ 30 กว่า แต่คราบไขมันเริ่มสะสมในหลอดเลือดมาหลายปีแล้ว เพียงแค่ยังไม่แสดงอาการ พอถึงวันที่คราบไขมันแตก เกิดลิ่มเลือดขึ้นมา จากที่ยังทำงาน ยังออกกำลังกายได้ตามปกติ อาจกลายเป็นหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้เลย ผมไม่ได้อยากให้กลัวครับ

1. เลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา และน้ำกระท่อม อย่าบอกว่า สูบนิดเดียวคงไม่เป็นไร เพราะหลอดเลือดมันไม่ฟังครับ บุหรี่ทำร้ายผนังหลอดเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงทั้งหัวใจขาดเลือดกับ Stroke ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ได้กลายเป็นไอน้ำใสๆ ที่หัวใจสูดแล้วสบาย นิโคตินยังเพิ่มชีพจร ความดัน และรบกวนการทำงานของหลอดเลือดได้ครับ กัญชาก็อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันเปลี่ยน และมีข้อมูลพบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงหัวใจวายและ Stroke โดยเฉพาะเมื่อใช้บ่อย ส่วนกระท่อมก็ไม่ควรมองเป็นน้ำสมุนไพรธรรมดา โดยเฉพาะสูตรผสมหรือคนที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วครับ ถ้าอยากลดความเสี่ยงหัวใจ สิ่งแรกไม่ใช่หาวิตามินมากินครับ แต่คือหยุดสิ่งที่กำลังทำร้ายหลอดเลือดอยู่ทุกวันก่อน

2. ลดไขมันเลว และรู้จักค่า ApoB ไขมันสูงไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่คันครับ แต่มันจะเจ็บเอาวันที่หลอดเลือดตีบแล้ว LDL คือปริมาณคอเลสเตอรอลที่อยู่ในอนุภาคไขมัน ส่วน ApoB ใช้สะท้อนจำนวนอนุภาคที่สามารถเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดได้ พูดง่ายๆ คือ LDL เหมือนดูว่าสินค้ามีมากแค่ไหน ส่วน ApoB เหมือนนับว่ามีรถบรรทุกวิ่งอยู่กี่คัน ยิ่งรถเยอะ โอกาสที่มันจะเข้าไปฝากไขมันตามผนังหลอดเลือดก็ยิ่งเพิ่มครับ ค่า ApoB จึงช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือมีความเสี่ยงหัวใจอยู่แล้ว อย่ารอให้อายุเยอะแล้วค่อยตรวจ เพราะคราบไขมันไม่ได้เพิ่งเริ่มเกาะตอนเราเกษียณครับ

3. อย่าปล่อยให้ร่างกายดื้ออินซูลิน พุงเริ่มมา หิวหวานทั้งวัน ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ หรือมีไขมันพอกตับ เรื่องพวกนี้อาจกำลังบอกว่าอินซูลินเริ่มทำงานได้ไม่ดีครับ ช่วงแรกน้ำตาลอาจยังปกติ เพราะตับอ่อนเร่งผลิตอินซูลินออกมาช่วย แต่หลอดเลือด ระบบไขมัน และตับอาจเริ่มมีปัญหาไปก่อนแล้ว ภาวะดื้ออินซูลินร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและ Stroke ได้ครับ อย่ารอให้น้ำตาลขึ้นจนได้ชื่อว่าเป็นเบาหวานก่อนค่อยแก้ เริ่มจากลดน้ำหวาน ของหวาน แป้งส่วนเกิน ลดพุง และเดินหลังอาหารก่อนเลยครับ

4. นอนให้พอ และอย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดทั้งวัน ทำงานหนักไม่ได้แปลว่าเราดูแลครอบครัวดีเสมอไปครับ ถ้านอนวันละ 4–5 ชั่วโมงติดกันเป็นเดือน สุดท้ายร่างกายอาจพังก่อนงานจะเสร็จ เวลานอนไม่พอ ความดัน น้ำตาล ความหิว และความเครียดของร่างกายจะควบคุมยากขึ้น หัวใจจึงต้องรับภาระตามไปด้วย ปัญหาการนอน รวมถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ยังสัมพันธ์กับความดันสูง หัวใจวาย และ Stroke ครับ คืนนี้ลองปิดมือถือให้เร็วขึ้น ไม่ได้เสียเวลาชีวิตครับ เรากำลังต่อเวลาให้หัวใจอยู่

5. ออกกำลังกายให้หัวใจได้ทำงาน หัวใจไม่ใช่รถสะสมที่จอดไว้นิ่งๆ แล้วจะยิ่งดีครับ มันต้องถูกใช้งานอย่างเหมาะสมถึงจะแข็งแรง เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเต้นก็ได้ แล้วเสริมเวทเทรนนิง เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้ช่วยจัดการน้ำตาลและพลังงาน การขยับอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ Stroke เบาหวาน ช่วยลดความดัน และทำให้ระดับไขมันดีขึ้นได้ครับ ไม่ต้องเริ่มจากวิ่งสิบกิโล เริ่มจากเดินให้ได้ทุกวัน ดีกว่านั่งทั้งอาทิตย์แล้วไปหักโหมวันเดียวครับ

6. ระวังความดันสูง เพราะมันเงียบจริง ความดันสูงไม่จำเป็นต้องปวดหัวครับ บางคนความดันขึ้นไปสูงมาก แต่ยังเดินคุยและทำงานได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ข้างในหลอดเลือด หัวใจ สมอง และไตกำลังรับแรงดันนั้นอยู่ทุกวัน อย่ารอให้วูบแล้วค่อยวัดครับ มีเครื่องที่บ้านก็ควรวัดให้ถูกท่า นั่งพักก่อนวัด และจดค่าไว้ดูเป็นแนวโน้ม ถ้าค่าสูงซ้ำๆ ต้องไปประเมิน ไม่ใช่บอกว่าเครื่องเสียทุกครั้ง แนวทางปัจจุบันให้ความสำคัญกับการคัดกรองความดันในผู้ใหญ่ทุกคน เพราะการคุมความดันช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและ Stroke ได้ครับ

7. ตรวจสุขภาพก่อนร่างกายบังคับให้ตรวจ ประโยคที่ผมได้ยินบ่อยคือ ไม่คิดว่าจะเป็นครับหมอ ก็เข้าใจได้ครับ เพราะโรคหัวใจบางช่วงไม่ส่งอาการให้รู้เลย อย่างน้อยควรรู้ว่า ความดันเท่าไร รอบเอวเพิ่มไหม น้ำตาลสะสมเป็นอย่างไร LDL และไตรกลีเซอไรด์สูงหรือเปล่า ส่วน ApoB อาจพิจารณาเพิ่มในคนที่มีความเสี่ยงหรือผลไขมันบางแบบตามคำแนะนำของหมอครับ

ABOUT THE AUTHOR

meaw

ทีมข่าว Siam News