สื่อต่างประเทศ รายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.69) สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการทางภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 12.5% มีผล 24 ก.ค.เวลาสหรัฐฯ
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ดำเนินการตรวจสอบและพบว่าไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งจากการตรวจสอบของ USTR ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 ครอบคลุม 60 ระบบเศรษฐกิจทั่วโลก พบว่าประเทศไทยและอีก 42 ประเทศ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีอัตราพื้นฐานที่ 12.5% เนื่องจากมี “แนวปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผล” (unreasonable practices) ซึ่งสร้างภาระต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามารถบรรลุข้อตกลงหรือดำเนินการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับได้ทันท่วงที ทำให้ได้รับการลดหย่อนภาษีลงเหลือเพียง 10%
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับความเสียเปรียบด้านต้นทุนภาษีถึง 2.5% เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งเหล่านี้ นาย Jamieson Greer เอกอัครราชทูต USTR ระบุในแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษแล้ว และถึงเวลาที่ประเทศคู่ค้าจะต้องดำเนินการในระดับเดียวกัน
“การดำเนินการในวันนี้ จะเริ่มแก้ไขสิ่งที่ทั้งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวทางการค้าที่บิดเบือน เพื่อปรับปรุงสวัสดิภาพของคนงานทุกแห่ง” นาย Greer กล่าว
แม้จะมีการประกาศเก็บภาษีในวงกว้าง แต่ USTR ได้กำหนด เกณฑ์ยกเว้น 5 ประการที่อาจช่วยลดผลกระทบต่อสินค้าบางประเภทของไทย ได้แก่:
1. วัตถุดิบสำคัญ: สินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นและอาจขาดแคลนในสหรัฐฯ
2. ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ: สินค้าที่หากถูกเก็บภาษีจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง
3. สินค้าที่ไม่สามารถทดแทนได้: สินค้าที่ไม่สามารถผลิตหรือหาแหล่งทดแทนได้ในราคาที่เหมาะสม
4. ความมุ่งมั่นต่อนโยบายแรงงาน: สินค้าจากประเทศที่แสดงความมุ่งมั่นใหม่และตรวจสอบได้ในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานบังคับ
5. สินค้าที่มีผลกระทบต่ำ: สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ได้ช่วยส่งเสริมเป้าหมายของการตรวจสอบของ USTR อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีแผนจะเริ่มใช้กลไก โควตาภาษี (Tariff-Rate Quota – TRQ) สำหรับสินค้ากลุ่มสิ่งทอและเครื่องแต่งกายในวันที่ 1 กันยายน 2026 ซึ่งจะอนุญาตให้นำเข้าสินค้าในปริมาณที่กำหนดโดยไม่เสียภาษี ซึ่งอาจเป็น “เส้นตายสุดท้าย” สำหรับผู้ส่งออกในภูมิภาค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้า America First ที่มุ่งเน้นการปกป้องเกษตรกร คนงาน และภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ จากแนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในระดับสากล