วันที่ 7 ต.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า เวลาพูดถึงมะเร็งเต้านม สิ่งแรกที่ผู้หญิงส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็น “ก้อน” เวลาจะเช็กตัวเอง หลายคนก็เลยเริ่มจากการคลำเต้านมก่อน ซึ่งการคลำเองก็มีประโยชน์ครับ เพราะช่วยให้เรารู้ว่าเต้านมของตัวเองปกติเป็นแบบไหน และมีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่อยากให้รู้เพิ่มคือ มะเร็งเต้านมบางชนิดไม่ได้เริ่มจากก้อนที่มือเราคลำเจอเสมอไป บางความผิดปกติยังเล็กมาก บางอย่างเห็นได้จากภาพตรวจก่อนที่จะคลำเจอ และบางคนแทบไม่มีอาการอะไรเลย ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้หญิงอายุ 50–60 ปีครับ แม้อายุเพียง 32 ปี ก็สามารถพบมะเร็งเต้านมได้ แน่นอนว่าอายุที่มากขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่คำว่า “ยังอายุน้อย” ไม่ได้แปลว่า “ยังไม่ต้องสนใจ” เพราะฉะนั้นโพสต์นี้ ผมไม่ได้อยากให้จบแค่การคลำหาก้อน แต่อยากให้รู้ทั้ง สัญญาณที่เราสังเกตเองได้ และสิ่งที่ต้องอาศัยการตรวจถึงจะมองเห็นครับ
1️. เต้านมเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เวลาอาบน้ำหรือแต่งตัว ลองสังเกตตัวเองบ้างครับ เต้านมข้างหนึ่งเริ่มเปลี่ยนรูป ผิวมีรอยบุ๋ม ถูกดึงรั้ง หรือหนาขึ้น บางรายอาจเห็นผิวคล้ายเปลือกส้ม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทุกครั้ง แต่ถ้าเป็น ความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ผมไม่อยากให้ปล่อยผ่านครับ บางครั้งความผิดปกติอยู่ลึกกว่าที่มือจะคลำได้ แต่ทำให้โครงสร้างด้านนอกเริ่มเปลี่ยนก่อน
2️. หัวนมมีอะไรไม่เหมือนเดิม หัวนมที่เพิ่งบุ๋มเข้าไป มีเลือดหรือของเหลวผิดปกติไหลออกเอง โดยเฉพาะข้างเดียว หรือผิวบริเวณหัวนมเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง อาการพวกนี้มีสาเหตุอื่นได้เยอะครับ ไม่ได้เห็นแล้วแปลว่าเป็นมะเร็งทันที แต่ถ้าเกิดขึ้นใหม่ อย่ารอให้มันชัดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่อยตรวจ
3️. มีก้อนหรือมีบริเวณหนึ่ง “หนากว่าเดิม” ถ้าคลำเจอก้อนใหม่ บริเวณหนึ่งของเต้านมแข็งหรือหนาขึ้น หรือคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ ควรตรวจให้รู้ว่าเป็นอะไรครับ และอย่าลืมว่า มะเร็งเต้านมไม่ได้ต้องเจ็บเสมอไป ก้อนที่ไม่เจ็บก็ต้องสนใจ ส่วนก้อนที่เจ็บก็ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอเช่นกัน เราใช้ลักษณะเดียวฟันธงไม่ได้ครับ
4️. มีอาการใหม่ที่เป็นต่อเนื่อง แม้จะยังคลำไม่เจอก้อน บวม แดง เจ็บเฉพาะจุดซ้ำ ๆ รูปร่างเต้านมเปลี่ยน หรือรู้สึกว่าข้างหนึ่ง “ไม่เหมือนเดิม” ผมไม่อยากให้จำอาการเป็นข้อสอบมากเกินไปครับ เอาหลักง่าย ๆ ว่า ถ้าเต้านมมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ แล้วมันไม่กลับมาเหมือนเดิม ควรหาคำตอบนะ แต่ทีนี้มีคำถามสำคัญกว่านั้นครับ
แล้วถ้าไม่มีสัญญาณพวกนี้เลยล่ะ? นี่แหละครับคือข้อจำกัดของการตรวจด้วยตัวเอง เพราะความผิดปกติบางอย่าง เล็กเกินกว่ามือเราจะสัมผัสได้ และบางอย่างยังไม่ได้รวมตัวเป็นก้อนตั้งแต่แรก อย่างเช่น microcalcification หรือจุดหินปูนเล็ก ๆ บางรูปแบบในเต้านม มือเราคลำไม่เจอ แต่ Mammogram อาจมองเห็นร่องรอยเหล่านี้ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำประโยคนี้ไว้ครับ “คลำไม่เจอก้อน” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีมะเร็ง”
1) Mammogram เห็นบางอย่างที่มือเรามองไม่เห็น Mammogram มีประโยชน์มากในการมองหาความผิดปกติบางชนิด โดยเฉพาะ microcalcification ที่อาจเป็นจุดเล็กมาก และยังไม่กลายเป็นก้อนให้เราคลำเจอ จุดหินปูนไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทุกครั้งนะครับ แต่ถ้ารูปร่างหรือลักษณะการเรียงตัวน่าสงสัย แพทย์จะประเมินต่อว่าควรติดตามหรือเก็บชิ้นเนื้อตรวจหรือไม่
2) Ultrasound ช่วยเติมอีกมุมหนึ่งของเต้านม ส่วน Ultrasound จะเด่นเรื่องการดูรายละเอียดของก้อน ดูว่าเป็นก้อนน้ำหรือก้อนเนื้อ ดูเนื้อเต้านม และช่วยประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ได้ โดยเฉพาะผู้หญิงอายุน้อยที่มักมีเนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น Ultrasound สามารถช่วยเติมข้อมูลที่ ภาพ Mammogram อาจเห็นได้ไม่ชัดบางส่วนครับ ผมชอบเปรียบเทียบว่า Mammogram กับ Ultrasound เหมือนมองบ้านหลังเดียวกันจากคนละหน้าต่าง แต่ละวิธีเห็นคนละมุม ในหลายกรณีแพทย์จึงใช้ข้อมูลจากทั้งสองอย่างประกอบกัน ตามอายุ อาการ ลักษณะเต้านม และความเสี่ยงของแต่ละคน
3) ยังมีความเสี่ยงอีกแบบที่ “คลำยังไงก็ไม่เจอ” เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ก้อนครับ แต่มันอยู่ใน พันธุกรรม หนึ่งในเรื่องที่ควรรู้จักคือ BRCA1 และ BRCA2 ยีนสองตัวนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ถ้ามีการกลายพันธุ์บางชนิด ความเสี่ยงมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่อาจสูงกว่าคนทั่วไปมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนต้องไปตรวจ BRCA นะครับ คนที่ควรพิจารณาประเมินเรื่องพันธุกรรมมากขึ้น เช่น
• มีญาติหลายคนเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่
• มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย
• มีประวัติมะเร็งเต้านมสองข้าง
• หรือมีรูปแบบมะเร็งหลายคนในครอบครัวที่ชวนสงสัยเรื่องพันธุกรรม
ถ้ามีประวัติแบบนี้ การคุยกับแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนตรวจ จะมีประโยชน์กว่าการเดินไปตรวจ BRCA เองแบบสุ่มครับ
เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้เรื่องนี้จบแค่ “กลับบ้านไปคลำเต้านม” การรู้จักเต้านมตัวเองเป็นเรื่องดีครับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ รู้ว่าเรามีความเสี่ยงแค่ไหน และถึงเวลาตรวจอะไรหรือยัง อย่ารอให้เจ็บ อย่ารอให้มีเลือดออก และอย่ารอให้ก้อนใหญ่พอจนมือเราคลำเจอก่อน เพราะเป้าหมายของการคัดกรองมะเร็งเต้านม คือพยายามหาโรค ในวันที่เรายังรู้สึกว่าตัวเองปกติดี แม้แต่อายุ 30 กว่า ๆ ก็ไม่ควรคิดว่าเรื่องนี้ยังไกลตัวครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบตรวจทุกอย่าง แต่ควรรู้ว่า อายุ ประวัติครอบครัว และความเสี่ยงของเรา ควรเริ่มตรวจแบบไหนและเมื่อไหร่ ถ้ายังไม่แน่ใจว่า ควรตรวจ Mammogram กับ Ultrasound เมื่อไหร่ หรือประวัติของตัวเองมีเหตุผลให้ประเมิน BRCA1 / BRCA2 หรือไม่ คอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์ได้ครับ หรือถ้าไม่สะดวกเล่าประวัติครอบครัวตรงนี้ จะทักเข้ามาพูดคุยและปรึกษากันก่อนได้ครับ เพราะเรื่องนี้เราไม่จำเป็นต้องรอให้มะเร็ง “ส่งเสียงดัง” ก่อน ถ้าเรามีโอกาสมองเห็นมันตั้งแต่วันที่มันยังเงียบอยู่ครับ